ญัตติซักฟอกนายกฯ
ฝ่ายค้านถล่มแหลก
แม้วพาชาติสู่วิบัติ

รายงานพิเศษ มติชนออนไลน์















วันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10187

รุกเปิดเจ้าของ"แอมเพิลริช" จี้"แม้ว"ตอบ ยุแก้ลำเลิกใช้มือถือ"เอไอเอส"


หวังบริษัทล้มยึดสัมปทานคืน ปชป.ซัดขายอธิปไตยอวกาศ ทรท.ขู่แฉกลับ"คนเลี่ยงภาษี"


ชำแหละ - สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย จัดราชดำเนินเสวนา ครั้งที่ 34 เรื่อง "ขายหุ้นชินคอร์ป 73,000 ล้านบาท ตรงไปตรงมาจริงหรือ?" ที่สมาคมนักข่าวฯ ถนนสามเสน มีนักการเมือง, นักวิชาการ, องค์กรภาคประชาชน รวมถึงนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ราษฎรที่ถูกเรียกเก็บภาษีโดยมิชอบ ร่วมเสวนา เมื่อวันที่ 29 มกราคม

นักวิชาการ-องค์กรเอกชน-ฝ่ายค้านรุมจี้"ทักษิณ" ออกมาชี้แจงแอมเพิล ริช เป็นของใคร ชี้หากเป็นของนายกฯ เข้าข่ายซุกหุ้นเพราะไม่ได้แจ้งแสดงทรัพย์สิน ปลุกกระแสเลิกใช้มือถือเอไอเอส เพื่อให้บริษัทล้มจะได้ยึดคลื่นคืน "ชวน"แนะให้ทบทวนส่งเสริมการลงทุนกิจการโทรคมนาคม-ดาวเทียม โฆษก ปชป. ซัดขายอธิปไตยอวกาศของไทยให้ต่างชาติ "กรณ์"ปัดถือหุ้นกองทุนเจ.เอฟ. จี้ ก.ล.ต.สอบน้องสาวนายกฯ เชื่อรู้ข้อมูลภายในก่อนขายหุ้น "ศิธา"ขู่จะแฉข้อมูลคนเลี่ยงภาษี



แม้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะออกมายืนยันว่า การขายหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือชินคอร์ปของตระกูลชินวัตร และตระกูลดามาพงศ์ มูลค่ากว่า 7.3 หมื่นล้านบาทให้กับบริษัท ซีดาร์ โฮลดิ้งส์ จำกัด และบริษัท เอสเพน โฮลดิ้งส์ ซึ่งทั้งสองบริษัทเป็นตัวแทนของกองทุนเทมาเส็กจากสิงค์โปร์ ตรงไปตรงมาและเป็นไปตามกฎหมาย แต่หลายฝ่ายทั้งพรรคฝ่ายค้าน นักวิชาการ และองค์กรเอกชน ยังคงออกมาวิพากษ์วิจารณ์ถึงประเด็นการไม่เสียภาษี และการเปิดทางให้ต่างชาติเข้ามาควบคุมกิจการโทรคมนาคมของประเทศ รวมถึงตั้งข้อสงสัยถึงการขายหุ้นของบริษัท แอมเพิล ริช อินเวสท์เมนท์ จำกัด ที่ตั้งอยู่บนเกาะบริติช เวอร์จิ้น จำนวน 329 ล้านหุ้นให้กับนายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทา ชินวัตร บุตรชายและบุตรสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในราคาเพียงหุ้นละ 1 บาท ก่อนขายหุ้นให้ตัวแทนเทมาเส็กได้กำไรกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท

**นักวิชาการถาม"แอมเพล ริช"เป็นของใคร

ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยร่วมกับสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ จัดสัมมนาราชดำเนินเสวนา เมื่อวันที่ 29 มกราคม ในหัวข้อ "ขายหุ้นชินคอร์ป 73,000 ล้านบาท ตรงไปตรงมาจริงเหรอ?" มีนายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูป และนางสาวสายรุ้ง ทองปอน ผู้แทนกลุ่มผู้บริโภค ร่วมอภิปราย

นายปริญญากล่าวว่า การขายหุ้นของบริษัท แอมเพิล ริชฯ จำนวน 329.2 ล้านหุ้นให้กับนายพานทองแท้และนางสาวพิณทองทา ในราคา 1 บาท ทำให้ได้กำไรทันที 48.25 บาทหรือกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท นั้นเป็นไปไม่ได้ ทำให้เกิดการเคลือบแคลงสงสัยว่า หุ้นชินฯของแอมเพิล ริชฯ เป็นของใคร ทำไมจึงขายเพียงแค่ 1 บาท หากแอมเพิล ริชฯ เป็นของ พ.ต.ท.ทักษิณก็พอจะอธิบายได้ แต่หากเป็นเช่นนั้นก็จะเกี่ยวกับการซุกหุ้นในการแสดงบัญชีทรัพย์สิน ถึงขั้นถอดถอนจากตำแหน่ง เพราะที่ผ่านมาไม่แจ้งรายการแอมเพิล ริชฯไว้ เพราะเคยแจ้งว่าโอนไปแล้ว ดังนั้น ประเด็นสำคัญคือ แอมเพิล ริชฯ เป็นของใคร

"หากแอมเพิล ริชฯ ไม่ใช่ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ทำไมจึงขาย 1 บาท และอ้างว่าซื้อขายผ่านตลาดหลักทรัพย์ ทำไมจึงไม่ขึ้นในกระดาน แต่หากแอมเพิล ริชฯเป็นของพ่อ ที่โอนให้ลูก ก็เป็นเรื่องซุกหุ้นหรือไม่" นายปริญญากล่าว

**ชี้รายได้ชิน5หมื่นล.มาจากกระเป๋าชาวบ้าน

นายปริญญากล่าวต่อว่า เส้นทางการขายหุ้นชินคอร์ปเป็นเรื่องของการหลีกเลี่ยงภาษี ที่ทุกอย่างบอกว่าถูกกฎหมาย แต่เป็นการทำผิดกฎหมายโดยถูกกฎหมาย แม้ไม่มีช่องกฎหมายให้ทำได้ ก็ไปเจาะช่องให้กฎหมายทำได้ เช่น แก้ไข พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคมให้ต่างชาติถือหุ้นจาก 25% เป็น 49% และการขายหุ้นเกิดขึ้นในวันที่ 2 หลังกฎหมายมีผลบังคับใช้ กิจการสื่อสารโทรคมนาคม ถือเป็นสมบัติและความมั่นคงของชาติ กลายเป็นว่าเปิดทางให้ต่างชาติเข้ามา ขณะที่ผลประโยชน์ตกไปอยู่ในครอบครัวของนายกฯ

นายปริญญากล่าวว่า ช่วงที่ พ.ต.ท.ทักษิณเข้ามาเป็นนายกฯมูลค่าหุ้นอยู่ที่ 2 หมื่นล้านบาท แต่ขายได้ถึง 7.3 หมื่นล้านบาทมีมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 5 หมื่นล้านบาทในรอบ 5 ปี จำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นมาจากกระเป๋าของประชาชน เงินที่ได้ก็ควรที่จะเสียภาษีอย่างตรงไปตรงมา หากทำในฐานะที่เป็นพลเมืองที่ดีก็ควรจ่ายภาษี พลเมืองที่ไม่ดีคือ เลี่ยงภาษีโดยถูกฎหมาย ขนาดคนเป็นนายกฯยังไม่เสียภาษี งบประมารณที่รณรงค์ให้ประชาชนเสียภาษี 100 ล้านบาทของกรมสรรพากรก็คงจะสูญเปล่า

**ปลุกเลิกใช้"เอไอเอส"หวังบ.ล้มยึดคลื่นคืน

"ที่นายกฯบอกว่า จะนำเงินไปตั้งเป็นกองทุนช่วยคนจนนั้นเงินส่วนนี้เป็นเงินร้อน ส่วนต่างที่เพิ่มขึ้น 5 หมื่นล้านบาทนั้น หากจะเสียภาษีนิติบุคคล 30% คิดเป็นเงินประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท ถือเป็นเงินที่นายกฯควรจะคืนให้กับประชาชน ดังนั้น ควรจะนำส่วนนี้มาตั้งกองทุนช่วยคนจนตามที่นายกฯบอกไว้ ขณะที่หน่วยงานอย่างสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ที่เคยปรับเงินคุณหญิงพจมาน (ชินวัตร ภรรยานายกฯ) มาแล้ว 6.3 ล้านบาท ทำไมครั้งนี้นิ่งๆ ส่วนกรมสรรพากรที่เคยตีความว่า การโอนหุ้นให้นางยิ่งลักษณ์ (ชินวัตร น้องสาวนายกฯ) และนายบรรณพจน์ (ดามาพงศ์ พี่ชายคุณหญิงพจมาน) ครั้งแรก ให้ด้วยความเสน่หา ยังไม่ขาย ไม่ต้องเสียภาษี แต่ตอนนี้ขายแล้ว ก็ควรที่จะตามเก็บภาษี ไม่เช่นนั้นจะถือว่าหลีกเลี่ยง" นายปริญญากล่าว

นายปริญญากล่าวว่า การขายหุ้นให้เทมาเส็ก 49.5% แต่พฤตินัยถือ 60-70% ไปแล้ว แสดงว่าหุ้นชินฯอยู่ภายใต้อำนาจสิงคโปร์ไปแล้ว หากนายกฯแก้ปัญหาได้ดี ก็จะทำให้กิจการโทรคมนาคมไม่เสียหายไปมากกว่านี้ แต่ถ้าไม่ ประชาชนก็ต้องเลิกใช้บริการโทรศัพท์มือถือระบบของเอไอเอสไปเลย เพื่อให้บริษัทนี้ล้มไปและคลื่นจะกลับมาเป็นของกลางอีกครั้งหนึ่ง

**กลุ่มผู้บริโภคเล็งหาช่องฟ้องศาลปกครอง

นางสาวสุภิญญากล่าวว่า การขายหุ้นชินมาจากกระบวนการเกื้อหนุนกันและกันและกีดกันคนอื่น จะเห็นจากการแปรสัญญาณกิจการโทรคมนาคมจากการจ่ายค่าสัมปทานเป็นเสียภาษีสรรพสามิต การแก้ไขเพดานการถือหุ้นจาก 25% เป็น 49% การลดสัญญาณสัมปทาน 1 หมื่นล้านบาทในไอทีวี เพื่อเอื้อต่างชาติที่จะเข้ามาถือหุ้นในสื่อไทย ขณะที่จ่ายค่าสัมปทานน้อยลง นอกจากนั้น ยังมีการยกเว้นภาษีดาวเทียมไอพีสตาร์ ทำให้เกิดคำถามว่า ผลประโยชน์ของประชาชนอยู่ตรงไหน การขายครั้งนี้เป็นกิจการสื่อสารโทรคมนาคมของชาติ ไม่ใช่การขายอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง

นางสาวสายรุ้ง ทองปอน ผู้แทนกลุ่มผู้บริโภค กล่าวว่า การขายหุ้นของชินฯครั้งนี้เกี่ยวข้องกับนโยบายสาธารณะ เพราะเป็นธุรกิจที่มาจากสัมปทานผูกขาด และการขายชินฯยังเกี่ยวข้องกับผู้บริโภค เพราะเป็นการขายทั้งไอทีวี, ชินแซทเทลไลท์ และเอไอเอส แม้ว่าจะเป็นการขายให้นิติบุคคลไทยบางส่วน แต่เงินมาจากต่างชาติ ซึ่งในส่วนของการคุ้มครองผู้บริโภคจะดูประเด็นต่างๆ ว่า น่าจะมีช่องทางฟ้องร้องต่อศาลปกครองได้

**"ชวน"จี้เลิกสิทธิพิเศษลงทุนดาวเทียม

ที่ท่าอากาศยานกรุงเทพ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการซื้อขายหุ้นชินฯว่า เรื่องดังกล่าวประชาชนไม่ค่อยรู้เรื่อง ตนเห็นว่าไม่ว่าใครหรือฝ่ายไหนก็ตาม ถ้ามีความรู้ โดยเฉพาะ ก.ล.ต.กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรจะออกมาพูดความจริง ถ้าองค์กรไม่วางตัวอยู่บนความถูกต้อง จะกระทบความน่าเชื่อถือ ที่ผ่านมามีแต่นายกฯออกมาพูด นอกจากเรื่องภาษี ตนยังเห็นว่าเรื่องของบริษัท แอมเพิล ริชฯ ซึ่งตั้งอยู่ที่เกาะบริติช เวอร์จิ้น ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจว่าเป็นอย่างไร เพราะเรื่องนี้คนไม่ค่อยรู้ และนายกฯเองก็เคยตำหนินักธุรกิจที่ไปตั้งบริษัทในลักษณะเช่นนี้ว่าเป็นคนไม่ดี ไม่รักชาติ ส่วนจะเข้าข่ายซุกหุ้นหรือไม่ ตนไม่ทราบ ต้องให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องและมีความรู้ออกมาชี้แจง

เมื่อถามว่า การขายหุ้นชินฯจะกระทบกับความมั่นคงหรือไม่ เพราะเกี่ยวข้องกับดาวเทียมด้วย นายชวนกล่าวว่า เคยมีคนท้วงติง กรณีการส่งเสริมการลงทุนหรือให้สิทธิพิเศษกับธุรกิจดาวเทียมและโทรคมนาคม ว่าไม่ควรทำ เพราะมีคนจะทำอยู่แล้ว ไม่ควรจูงใจหรือให้สิทธิพิเศษเรื่องการลงทุน แต่เมื่อได้ไปแล้วและต่อมาสิทธิดังกล่าวกลายเป็นของต่างชาติไป ก็เป็นเรื่องที่ต้องคิดเหมือนกันว่าจะทำอย่างไร รวมทั้งผู้ที่ขายไปด้วยก็ต้องคิดย้อนกลับมาว่าที่ได้ไป แต่ผลประโยชน์ของประเทศเสีย

"กรณีส่งเสริมการลงทุนให้สิทธิพิเศษในการลดภาษี เพราะฉะนั้น ส่วนที่ลดประเทศก็ไม่ได้ ก็ได้กับเฉพาะผู้ลงทุน วันหนึ่งผู้ลงทุนไปให้ต่างชาติ อันนี้ต้องเป็นการบ้านให้ผู้ทำกิจการไปคิดว่าจะแก้ไขได้หรือไม่ สายไปหรือยัง หากแก้ไขได้ต้องทบทวน เพราะวันที่รัฐบาลให้สิทธิการลงทุน ไม่ได้คิดว่าจะโอนเป็นของคนอื่น คิดเพียงว่าจะให้กับผู้ลงทุนคือคนไทย" นายชวนกล่าว

**"กรณ์"จี้ก.ล.ต.สอบน้องนายกฯขายหุ้น

ด้านนายกรณ์ จาติกวณิช รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ อดีตผู้บริหารบริษัทหลักทรัพย์เจเอฟ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณตั้งข้อสงสัยระหว่างการประชุมรองนายกรัฐมนตรีว่าทำไมคนที่ขายหุ้นบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนอยุธยาเจเอฟ จำกัด เพื่อนำเงินไปสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ กลับไม่ถูกวิจารณ์ ว่าไม่ทราบเรื่อง และตนไม่ได้ถือหุ้นในกองทุนดังกล่าว แต่ตนมองว่าเป็นการเบี่ยงเบนประเด็นของ พ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อไม่ต้องการตอบคำถามที่ว่าบริษัทแอมเพิล ริช เป็นของใคร หากไม่เกี่ยวข้องกับบ้านนายกฯ แล้วเหตุใดถึงขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปให้กับลูกของนายกฯ ในราคาหุ้นละ 1 บาท

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ออกมาระบุว่า การซื้อขายหุ้นของแอมเพิล ริช ว่ามีรายการซื้อขายเกิดขึ้นจริง แต่ไม่มีการแจ้งรายการซื้อขายขนาดใหญ่ (บิ๊กล็อต) เนื่องจากผู้แจ้งติ๊กผิด ว่าการจะด่วนสรุปว่าติ๊กผิดหรือถูกนั้นวัดกันอย่างไร สิ่งที่สำคัญคือมีการซื้อหุ้นในราคาหุ้นละ 1 บาทจริง ซึ่งถือเป็นนัยสำคัญ และคนที่ขายคือใคร และไม่ว่าจะซื้อกันอย่างไร เชื่อว่าจะต้องเป็นการซื้อโดยมีข้อมูลภายในว่าจะทำรายการกับต่างประเทศ ถือเป็นการใช้ข้อมูลภายในเพื่อประโยชน์ส่วนตัว

"นอกจากนี้ ยังต้องตรวจสอบกรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ (ชินวัตร น้องสาวของพ.ต.ท.ทักษิณ) ได้ขายหุ้นเอไอเอส (บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)) ก่อนหน้าที่จะประกาศอย่างเป็นทางการ เพราะ น.ส.ยิ่งลักษณ์รู้ว่ามีการกระทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์ที่ต่ำกว่าราคาตลาดหรือไม่ ดังนั้น ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ควรเข้าไปตรวจสอบ ผมเชื่อว่ามีการใช้ข้อมูลภายใน" นายกรณ์กล่าว

**ปชป.อัด"แม้ว"ขายอธิปไตยอวกาศ

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า การขายหุ้นชินคอร์ปที่เลี่ยงภาษี ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณไม่อยู่ในฐานะผู้นำประเทศที่สง่างามอีกต่อไป และมีพฤติกรรมน่ารังเกียจ 6 ข้อ คือ 1.การขายอาณาเขตสิทธิอธิปไตยเหนือดินแดนของไทยให้ต่างชาติ หรืออธิปไตยแดนอวกาศ ซึ่งประเทศไทยได้รับแบ่งสิทธิโดยองค์กรสากล โดยกำหนดตำแหน่งและวงโคจรดาวเทียม และให้เป็นสมบัติของแต่ละประเทศ ซึ่งบริษัทชิน แซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) มีบริษัทชินคอร์ป ถือหุ้นถึง 51.53% 2.ขายกรรมสิทธิ์เครื่องมือ อุปกรณ์ ย่านความถี่และสัมปทาน ซึ่งรัฐบาลไทยให้กับบริษัทคนไทยเท่านั้น แต่บริษัทเอไอเอส คู่สัญญากับ ทศท (บริษัท ทศท จำกัด (มหาชน) หรือองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยเดิม) กลับไปโอนสิทธินี้ให้กับต่างชาติ เท่ากับว่ากรรมสิทธิ์การใช้เครื่องมือ อุปกรณ์ซึ่งเป็นสมบัติของชาติไปตกอยู่ในมือสิงคโปร์อย่างน่าอดสู รวมทั้งการยืดอายุสัมปทานตั้งแต่ปี 2549-2558 อีก 10 ปี ที่รัฐบาลชุดนี้เป็นผู้ต่อให้ ก็ไปตกอยู่ในมือของสิงคโปร์

3.เปิดประตูให้สิงคโปร์เจาะทะลวงข้อมูลเศรษฐกิจการเงินของประเทศ เนื่องจากบริษัทแอด วานซ์ ดาต้า เน็ตเวิร์ก คอมมิวนิคเคชั่น จำกัด (เอดีซี) ได้สัมปทานจาก ทศท บริการสื่อสารออนไลน์ เชื่อมข้อมูลเอทีเอ็ม ธุรกิจธนาคาร คลังน้ำมัน สายการบิน และอื่นๆ ข้อมูลความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชาติตกไปอยู่ในการบริหารของสิงคโปร์ 4.ขายทอดตลาดคนไทย 18 ล้านคน ซึ่งเป็นลูกค้าของ เอไอเอส ให้สิงคโปร์ 5.แก้กฎหมายเอื้อธุรกิจให้ต่างชาติ นายกฯพยายามแก้ไข พ.ร.บ.โทรคมนาคม เพื่อเอื้อให้เทมาเส็กถือหุ้นเกิน 25% เป็น 49% ล่าสุดมีการออกระเบียบให้ข้าราชการเบิกค่าเดินทางในการใช้บริการบริษัทแอร์เอเซียได้ เท่ากับให้สายการบินต่างชาติมาล้วงงบประมาณแผ่นดินได้ และ 6.จริยธรรมบกพร่องรุนแรงของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ไร้จิตสำนึก ปฏิบัติตัวเป็นแบบอย่างที่น่าอับอายต่อชาวโลก ตั้งแต่การซุกหุ้น การพยายามเลี่ยงกฎหมาย เลี่ยงภาษี

**ประณามจิตสำนึกด้อยกว่า"ซัดดัม"

"เผด็จการซัดดัม แม้เป็นทรราชโหดเหี้ยม ก็ยังต่อสู้กับมหาอำนาจเพื่อแผ่นดินอิรัก แต่นายกฯทักษิณ ยังด้อยสำนึกกว่าซัดดัม เพียงเงิน 7.3 หมื่นล้านบาท เข้ากระเป๋าส่วนตัว นายกฯก็มอบสิทธิสภาพอธิปไตยทั้งเศรษฐกิจความมั่นคง และกรรมสิทธิ์การสื่อสารโทรคมนาคมให้ต่างชาติจนหมดสิ้น" โฆษกพรรคประชาธิปัตย์กล่าว

นายองอาจกล่าวว่า นายกฯควรจะเร่งออกมาชี้แจงเรื่องทั้งหมดให้ประชาชนทราบ โดยเฉพาะเรื่องหุ้นแอมเพิล ริช ที่ขายให้ลูกชายและลูกสาวนายกฯหุ้นละ 1 บาทและมาฟันกำไรเมื่อขายให้เทมาเส็ก หากนายกฯบริสุทธิ์ใจเรื่องทั้งหมดก็ควรชี้แจงให้ประชาชนทราบ หากช้าเกินไปประชาชนจะออกมาช่วยกันหาคำตอบให้ ซึ่งอาจจะเป็นคำตอบที่นายกฯไม่พอใจก็ได้ และประชาชนอาจจะเป็นคนสรุปให้นายกฯก่อนเวลาอันควร ในอดีตมีนายกรัฐมนตรีของไทยที่คิดว่ามาโดยชอบธรรม เช่น พล.อ.สุจินดา คราประยูร ที่คิดว่ามาถูกต้องตามกฎหมายทุกอย่าง แต่เมื่อ พล.อ.สุจินดากลับคำขึ้นมาเป็นนายกฯ ประชาชนก็คิดว่าขึ้นมาไม่ชอบธรรม พล.อ.สุจินดาจึงไม่สามารถเป็นนายกฯได้ครบ 4 ปีตามวาระ

**ชท.แนะแก้เพดานเสียภาษีซื้อ-ขายหุ้น

ที่พรรคชาติไทย นายวีระศักดิ์ โค้วสุรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคชาติไทย กล่าวถึงการขายหุ้นชินคอร์ปให้กับบริษัทเทมาเส็ก จำนวน 7.3 หมื่นล้านบาท ว่าน่าจะถึงเวลาที่ประเทศไทยจะต้องปรับปรุงระเบียบกระทรวงการคลัง ที่เกิดจากรายได้จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยต้องมีการพิจารณาเพดานรายได้ว่าจะอยู่ในระดับไหนถึงจะเสียภาษี และระดับไหนไม่เสียภาษี ทั้งนี้ เพื่อที่จะให้ผู้ที่มีรายได้สูงกว่าเพดานที่กำหนดนำเงินเข้าสู่ระบบการเสียภาษี การที่ผู้นำประเทศบอกว่าการขายหุ้นเป็นความชอบธรรมตามกฎหมาย แต่ตนอยากบอกว่ามันยังไม่มีความชอบธรรม

**โฆษกทรท.ขู่แฉข้อมูลคนเลี่ยงภาษี

ด้าน น.ต.ศิธา ทิวารี โฆษกพรรคไทยรักไทย กล่าวถึงกรณีหลายฝ่ายวิจารณ์การโอนหุ้นเครือชินคอร์ปของครอบครัวชินวัตรและดามาพงศ์ให้บริษัทเทมาเส็กรวมทั้งกรณีที่มีกระแสข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ขายหุ้นบริษัทแอมเพิล ริช จำนวน 329 ล้านหุ้น ให้บุตร คือนายพานทองแท้และ น.ส.พิณทองทา ก่อนที่จะไปจำหน่ายให้เทมาเส็กโดยไม่เสียภาษี ว่าการขายสินค้ากับการขายหุ้นแตกต่างกัน การขายหุ้นมีช่องทางคือขายในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นการขายหุ้นตามกฎหมายตามที่พรรคประชาธิปัตย์เขียนกฎหมายไว้ให้ยกเว้นการเสียภาษี การกระทำของนายกฯก็เหมือนกับคนเล่นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ 3 แสนกว่าคนที่ต้องการจะขายหุ้นก็ไม่ต้องเสียภาษีเช่นกัน หากนายกฯหรือใครขายหุ้นแล้วเสียภาษี เรื่องนั้นน่าสงสัยกว่า

ส่วนที่มีการวิจารณ์กันว่านายกฯใช้นักกฎหมายมือหนึ่งของประเทศมาอาศัยช่องว่างของกฎหมายมาดำเนินการทำให้สังคมเสื่อมศรัทธาของนายกฯมากนั้น น.ต.ศิธากล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์เป็นคนออกกฎหมายฉบับนี้ หากพบว่านายกฯกระทำไม่ถูกต้องตามกฎหมายจริง ก็ควรแจ้งความดำเนินการตามกฎหมายดีกว่าออกมาโจมตีกันแบบนี้ ในเร็วๆ นี้ตนจะออกมาเปิดเผยข้อมูลการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอย่างชัดเจนยิ่งกว่ากรณีนี้เพื่อให้สังคมได้รับทราบ

**ครป.เตรียมแจ้งความร้องทุกข์3หน่วยงาน

ที่สำนักงานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) โดยนายพิทยา ว่องกุล ประธาน ครป. กล่าวว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ก.ล.ต. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภา ควรเข้ามาตรวจสอบถึงความไม่ชอบมาพากล อีกทั้งการขายหุ้นชินคอร์ปจะส่งผลไปถึงหน่วยงานที่จะมีการแปรรูปกิจการในอนาคต เช่น บริษัท ทศท บริษัท กฟผ. ว่าอาจจะเป็นการยกสัมปทานไปให้ต่างชาติ บทเรียนจากการขายหุ้นชินคอร์ป สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามที่จะยกเอกราชและประชาชนไปให้ต่างชาติ ดังนั้น สังคมไทยควรถึงตระหนักในเรื่องนี้

นายสุริยะใส กตะศิลา เลขาฯ ครป. กล่าวว่า สังคมขณะนี้ต้องการคำตอบว่ามีการซุกหุ้นไว้ที่บริษัทแอมเพิล ริช จริงหรือไม่ และภายในสัปดาห์หน้าทั้ง 3 หน่วยงานคือ ก.ล.ต. สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) และคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ต้องอธิบายให้ชัดเจนว่าหลังการขายหุ้นชินคอร์ปแล้ว โครงสร้างบริษัทโทรคมนาคมและบริษัทไอทีวี มีต่างชาติเข้ามาถือหุ้นเกินหรือไม่ และหุ้นอีก 11% มาจากไหน หากไม่มีความชัดเจน ครป.จะไปแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษหน่วยงานที่เกี่ยวข้องฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

ด้านนายพิภพ ธงไชย ที่ปรึกษา ครป. กล่าวว่า เงิน 7.3 หมื่นล้านบาท ที่มาจากการขายหุ้นโดยไม่ต้องเสียภาษีสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาทางจริยธรรมอย่างชัดเจน การให้สัญญาณดาวเทียมให้ต่างชาติบริหารจัดการ เท่ากับเป็นการยกสิทธิสภาพนอกอาณาเขตให้คนต่างชาติเข้ามาจัดการโดยเป็นการเปิดประตูให้ต่างชาติเข้ามา

"ทางออกคือนายกฯควรจะยอมเสียภาษีและนำสัมปทานเหล่านั้นกลับคืนมาให้คนไทย หากท่านนายกฯไม่อยากถูกตราหน้าในประวัติศาสตร์ ว่าเอื้อต่างชาติให้เข้ามายึดทรัพย์สมบัติของชาติ ก็ควรจะแก้ไขอย่าไปบอกว่าได้ทำถูกต้องตามกฎหมายแล้ว" นายพิภพกล่าว

**สวนดุสิตโพลชี้"ขายหุ้นชิน"กระทบการเมือง

สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เผยผลสำรวจ "ข่าว เหตุการณ์ ที่เป็นปัญหา ณ วันนี้ ที่มีผลกระทบต่อการเมืองไทย" จากประชาชนทั้งใน กทม.และต่างจังหวัด จำนวน 3,382 คน ดังนี้ ข่าวและเหตุการณ์ที่เป็นปัญหาส่งผลกระทบต่อการเมืองไทยมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.การขายหุ้นชินคอร์ป ของตระกูลชินวัตรและดามาพงศ์ 31.70% 2.ฮั้วประมูลโครงการ กทม. 25.16% 3.การชุมนุมคัดค้านของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ 16.97% 4.มาเฟียเผารถตู้ 13.57% และ 5.การคอร์รัปชั่นในโครงการต่างๆ 9.23%

นอกจากนี้พบว่าข่าวและเหตุการณ์ส่งผลให้รู้สึกเบื่อหน่ายการเมืองไทยถึง 51.21% รู้สึกหาที่พึ่งยากขึ้นทั้งจากรัฐบาลและฝ่ายค้าน 33.94% รู้สึกว่านักการเมืองขาดความจริงใจ และหาผลประโยชน์เพื่อตัวเองและพวกพ้อง 10.08% นอกจากนี้ผลสำรวจระบุว่าประชาชนแสดงความเห็นถึงวิธีการแก้ปัญหาเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการเมืองไทย ดังนี้ ควรหยุดคอร์รัปชั่นแสวงหาผลประโยชน์ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน 50.77% ให้เลิกเล่นการเมือง และชี้แจงข้อเท็จจริงแก่ประชาชน 35.39%


หน้า 1





















ซีเกมส์2005
โอลิมปิค2004
ศูนย์ข้อมูลมติชน สำนักพิมพ์มติชน อบรมวิชาชีพ ดวงชะตา ท่องเที่ยว ฟอรั่ม หางาน อีการ์ด ข้อมูลบริษัท
E-mail : webeditor@matichon.co.th
Copyright © by Matichon Public Co.,Ltd. All Rights Reserved. Design by Matichon Information Center.