News Sections
 
Weekly in Print
Columnists
 
Control
 
"อิสินธร" เปิดใจ 4 ปี กับการทำงานในตำแหน่ง เพื่อชุมชนไทย
Apr 09, 2006

โดย..วีรินท์ มูลมา

จำได้ว่าเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ผู้เขียนได้รับมอบหมายจากหนังสือพิมพ์ไทยแอล.เอ. ให้ไปสัมภาษณ์ท่านกงสุลใหญ่ อิสินธร สอนไว ที่เพิ่งเดินทางมารับตำแหน่งหน้าที่กงสุลใหญ่ ประจำนครลอสแองเจลิส และปริมณฑลใกล้เคียง ในวันนั้นผู้เขียนตื่นเต้นไม่น้อย เพราะว่าเป็นครั้งแรกของการทำข่าวที่ต้องไปสัมภาษณ์ผู้หลักผู้ใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ใหญ่ท่านนี้ถือได้ว่าเป็นตัวแทนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นตัวแทนของประเทศไทย และเป็นตัวแทนของคนไทยที่เดินทางมาทำหน้าที่ให้กับแผ่นดินไทยและคนไทยในต่างแดน ถือได้ว่า ตำแหน่งกงสุลใหญ่ ก็คือ พ่อเมืองของคนไทยในแอล.เอ. เลยก็ว่าได้

ผู้เขียนจึงต้องเตรียมตัวและต้องทำการบ้านเป็นอย่างดีก่อนการเดินทางไปสัมภาษณ์
ก่อนวันสัมภาษณ์ ผู้เขียนได้โทรศัพท์นัดหมายกับเลขาฯของท่านกงสุลใหญ่ ก่อนจะเข้าไปสัมภาษณ์ ในเวลาบ่ายสามโมง ที่สถานกงสุลไทย ณ นครลอส แองเจลิส บนถนน Larchmont และด้วยความตื่นเต้นที่ยังไม่รู้จัก ไม่เคยเห็นหน้าค่าตาของท่านกงสุลใหญ่ ท่านนี้ ผู้เขียนจึงได้แต่จินตนาการไปว่า ท่านกงสุลใหญ่คงจะมีอายุราวๆห้าสิบกว่า แล้วมีรูปร่างอ้วนๆเหมือนกับผู้ใหญ่ไทยทั่วๆไป

หลังจากที่ได้แนะนำตัว ผู้เขียนจึงได้เริ่มสัมภาษณ์ท่านกงสุลใหญ่ เริ่มตั้งแต่ให้ท่านเล่าประวัติส่วนตัว ประวัติการศึกษา ประวัติการทำงาน ตลอดจนเรื่องถึงเรื่องครอบครัว โดยท่านก็ให้เกียรติเล่าให้นักข่าวหน้าใหม่ (ในตอนนั้น) ฟังอย่างเป็นกันเอง ในเนื้อความตอนหนึ่งในประโยคสัมภาษณ์ ท่านกงสุลใหญ่บอกว่า

� ที่เดินทางมารับตำแหน่งในแอล.เอนั้น ผมมีความตั้งใจ ที่จะทำให้ชุมชนไทยในแอล.เอ และปริมณฑลใกล้เคียงเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เป็นชุมชนไทยที่มีศักยภาพ และเป็นชุมชนไทย ที่เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับจากคนอเมริกันและคนชาติอื่นๆ �

จากวันแรกที่ท่านกงสุลใหญ่ผู้นี้เดินทางมารับตำแหน่ง จากวันแรกที่ท่านให้สัมภาษณ์ กระทั่งในวันนี้ ซึ่งเหลือเวลาอีกไม่กี่วันข้างหน้า ท่านก็จะต้องเดินทางกลับไปรับตำแหน่งใหม่ คือ รองอธิบดีกรมพิธีการทูต ที่กระทรวงต่างประเทศ ประเทศไทย ท่านได้ทำหน้าที่ในการเป็นกงสุลใหญ่ครบ 4 ปี ถือว่า ได้ทำหน้าที่ในการเป็นตัวแทนคนไทย เป็นตัวแทนของประเทศไทยได้อย่างสมบูรณ์ ถึงแม้ว่าจะมีบ้างในหนทางการทำงานในแอลเอ. จะไม่ราบรื่น สะดวกนัก เนื่องจากประเทศใดที่มีประชากรที่มีความรู้ มีการศึกษา และมีอิสระทางความคิด มีสิทธิเสรีภาพ มาอยู่รวมกันมากๆ ตามหลักในการปกครองแล้วก็ย่อมที่จะต้องมีปัญหามากกว่าธรรมดา เพราะหลากคน หลากความเห็น เพียงแต่ว่าใครจะมีพลังและพาวเวอร์มากกว่าใครเท่านั้น ซึ่งสื่อฯ ที่นี่ก็ถือว่าเป็นพลังผลักดันที่สำคัญ เพียงแต่ว่า จะให้ออกไปทางซ้าย หรือออกไปทางขวา ซึ่งก็ต้องใช้ความคิดพิจารณาตัดสินกันด้วยวิจารณญาณหรือว่ากันไปตามความจริง

4 ปี ในการทำงานของกงสุลใหญ่ อิสินธร สอนไว 4 ปีในการทำงานใกล้ชิดชุมชนและคนไทย แน่นอนว่า ความผูกพัน ความอาลัย ต้องมีอย่างแน่นอน และ ในวันนี้ ผู้เขียนได้รับเกียรติจากท่านกงสุลใหญ่อีกครั้ง ที่จะมาถ่ายทอดคำพูดทุกคำพูดจากความรู้สึกที่กลั่นกรองออกมาจากใจ ก่อนการเดินทางกลับไปรับตำแหน่งใหม่ที่เมืองไทยในไม่กี่วันข้างหน้า............

� หลังจากที่ปฎิบัติงานที่นี่ มา 4 ปี ก็เป็นสิ่งที่ผมภาคภูมิใจมาตลอดก็คือ ชุมชนไทยที่นี่มีพลัง แต่ข้อสำคัญก็คือว่า จะค้นหาพลังเหล่านั้นและจะใช้พลังให้เป็นประโยชน์อย่างไร เพราะคนไทยมีพลัง ถ้าเรารวบรวมกันดีๆ และใช้พลังของเราให้เป็นประโยชน์ จะมีประโยชน์มากสำหรับชุมชน สำหรับประเทศไทย.....�

� คนของเราที่นี่มีความสามารถกันเยอะ มากกว่าที่ผมเคยคิดไว้ด้วยซ้ำ ซึ่งเมื่อก่อนก็ทราบว่า เรามีคนไทยอยู่มาก แล้วก็มีคนไทยที่มีการศึกษาในระดับที่ดี แต่ว่าพอมาอยู่เข้าจริงๆแล้วได้ไปพบปะกับคนต่างๆในเมืองใหญ่ทุกๆเมืองในเขตที่ดูแลอยู่ ผมได้พบปะกับคนไทยที่มีความเชี่ยวชาญเยอะมาก ฉะนั้นอยากจะให้คนไทยเหล่านั้นได้ร่วมกันออกมาทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติและชุมชน แต่สิ่งหนึ่งที่อยากจะฝากไว้ก็คือ โดยรวมแล้วอยากจะให้ช่วยส่งเสริมเกื้อกูลกัน อย่าทำลายกัน เพราะการทำลายกันนี่มันไม่เกิดประโยชน์ทั้งต่อบุคคลที่เราทำลายเค้าและทั้งกับตัวเอง เพราะว่าสิ่งเหล่านี้มันไม่สร้างสรรค์ ....... �

� อีกอย่างหนึ่งก็คือ ฝากคนไทยด้วยว่า อย่าเป็นคนขี้น้อยใจ เพราะว่าคนไทยน้อยใจกันเยอะ แล้วพอคนไทยทำอะไรร่วมกันครั้งสองครั้งแล้วก็อาจจะผิดใจกัน หรือน้อยอกน้อยใจกัน ทั้งๆที่มันไม่ใช่เรื่องใหญ่ เรานำสาเหตุอันนั้นมาเป็นตัวกำหนดว่า ฉันจะไม่ทำงานร่วมกับเธอต่อไปแล้ว จะไม่พูดกันอีกต่อไปแล้ว อันนี้ถือว่า เป็นสิ่งที่จะบั่นทอนชุมชนไทยของเราเอง เพราะว่าแน่นอนในหลายเรื่อง มันก็มีสาเหตุของความน้อยอกน้อยใจ แต่ว่าพยายามคิดถึงเฉพาะในส่วนของความดีของคนต่างๆ อย่างน้อยสุดเค้าก็มีความดีอยู่บ้าง แล้วก็ส่งเสริมให้คนไทยที่ยังไม่ได้ออกมาให้ออกมาร่วมทำงานช่วยเหลือชุมชน เพราะว่างานทุกๆงานที่ผมผ่านมานับร้อยงาน ไม่ว่าจะในแอลเอ หรือใน 8 รัฐทางซีกตะวันตกเนี่ย ส่วนใหญ่เราจะเห็นหน้าตาที่ซ้ำๆกันเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งยังมีคนไทยอีกจำนวนมากที่ไม่ได้ออกมา ผมขอเชิญชวนกันออกมาช่วยกัน เพราะว่าชุมชนไทยเราใหญ่มาก แต่ว่าในขณะนี้ที่ออกมาจริงๆผมว่าไม่ถึง 10เปอร์เซ็นต์ ก็อยากเชิญชวน แล้วก็ถ้าออกมาแล้ว ก็อย่าไปทำให้เค้าเข็ดกับงานช่วยชุมชน ต้องช่วยกัน ต้องเกื้อกูลกัน ส่งเสริมกัน ให้กำลังใจกัน เพื่อที่จะจรรโลงชุมชนไทยของเราต่อไป �

� ผมเกรงว่าในอนาคต ชุมชนของเราจะเล็กลงๆ ก็คงจะมีสาเหตุหลายๆประการคือ หนึ่ง คนที่เข้ามารุ่นใหม่ๆก็น้อยลง สองคนที่อยู่ที่นี่อยู่แล้ว เจนเนอเรชั่นที่สองที่สาม ลูกที่มีก็แค่คนสองคนไม่ได้เพิ่มมากขึ้นอย่างที่เราคิด ประเด็นที่สามก็คือ คนที่มาตั้งแต่ปี หกกว่าๆ เจ็ดกว่าๆ ก็หลายคนที่กลับไปเมืองไทยเพราะฉะนั้นก็ยังไม่เห็นว่าชุมชนไทยจะใหญ่ขึ้น ฉะนั้นชุมชนก็จะเล็กลง มีความเป็นไปได้ที่ชุมชนจะเล็กลง�

�แต่ขนาดที่เล็กลงขนาดนั้นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ คุณภาพต่างหากที่สำคัญ ผมอยากเห็น อย่างที่เคยให้สัมภาษณ์ตั้งแต่วันแรกที่ผมมารับหน้าที่ แล้วว่า อยากเห็นชุมชนไทยมีศักดิ์ศรี มีความโดดเด่น แต่ที่ผ่านมาพวกเราก็ได้ทำด้วยกันด้วยดีมาตลอด แล้วก็มีงานต่างๆที่เราไม่เคยทำ แล้วเราก็ได้ทำกันขึ้น ทำให้ศักดิ์ศรีชื่อเสียงและเกียรติยศของคนไทยประเทศไทยขยายกว้างออกไป ก็ขอให้ช่วยกันทำและขอให้พวกเรามาช่วยราชการกันเยอะๆนะครับ เพราะ การช่วยราชการไม่ได้หมายถึง การมาช่วยกงสุลใหญ่ หรือช่วยทีมประเทศไทย แต่ช่วยประเทศไทย เพราะว่าเราก็ทำหน้าที่เพื่อประเทศไทย�

�ราชการไม่มีผลกำไร ไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัว แล้วการมาช่วยประเทศไทยก็คือช่วยส่วนรวม ช่วยทำให้ศักดิ์ศรีของความเป็นไทยของเรา ธุรกิจของเราไปได้ดียิ่งขึ้น ฝากไว้ก็แล้วกัน�

�แน่นอนว่า 4 ปีที่อยู่ที่นี่ มีความผูกพัน มากทีเดียว ผมก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่ แน่นอนที่บางคนอาจจะบอกว่า ผมมาแล้วผมก็ไป กงสุลใหญ่มาแล้วก็ไป แต่ระหว่างที่มาเราก็ได้พยายามสร้างประโยชน์ ทำประโยชน์ให้บ้างตามสมควร แล้วแน่นอนที่ว่า การจากไป เราก็ยังระลึกถึงคนที่นี่ เพราะว่าชุมชนที่นี่มีส่วนให้การงานของราชการประสบผลได้ดีมากทีเดียว �

� การ outsourcing ในที่ต่างๆ เค้าจะต้องจ้างวานคนต่างชาติเข้ามาช่วย แต่ว่าที่นี่คนไทยเอง ได้อาสาสมัครเข้ามาโดยที่ไม่ได้หวังผลตอบแทนในเรื่องของเงินทอง ซึ่งตรงนี้เราชื่นใจมาก โดยเฉพาะในเรื่องของการเลือกตั้ง ก็มีอาสาสมัครเข้ามาประมาณ 20 คน ที่มาช่วย พอเราออกปากเค้าก็ยินดีเข้ามา เพราะฉะนั้น ก็อยากจะขอสนับสนุน อยากจะขอขอบคุณบุคคลเหล่านี้ด้วย ที่มาช่วยราชการโดยตลอดไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ตาม แล้วก็อยากจะขอให้ช่วยต่อไป และถ้ามีโอกาสผมจะแวะมาเยี่ยม แต่ถ้าพวกเราไปเมืองไทยก็ไปแวะเยี่ยมกันบ้าง ผมก็ยังอยู่ในกระทรวงการต่างประเทศ ไปทำงานอยู่ในกระทรวงอยู่สักระยะหนึ่งนะครับ ก็คงจะได้มีโอกาสที่เจอกันครับ หลังจากเลือกตั้ง สว.เสร็จแล้วนะครับ หลังจากวันที่ 10 ไปแล้ว ถ้าทุกอย่างพร้อม รายงานพร้อม ส่งเข้าเมืองไทยเรียบร้อย ผมก็ไปทันทีเลย เพราะว่ามีงานทางโน้นรออยู่ที่ต้องไปปฎิบัติ�...

กงสุลใหญ่ หยุดนิ่งสักพัก ก่อนที่จะพูดพร้อมน้ำตาที่คลอเบ้าก่อนจบคำถามสุดท้ายที่ผู้เขียนถามว่า ท่านอยากจะพูดอะไรกับคนไทยที่อยู่ที่นี่บ้าง ท่านบอกว่า �.
�ขอบคุณมากนะครับ สำหรับพี่น้องคนไทยทุกคนที่มีมิตรกระจิต มิตรกะใจ กับสถานกงสุล และทีมประเทศไทย เราจะไม่ลืมคนที่นี่ ที่ดีกับเรามาตลอด แล้วในขณะเดียวกัน ถ้ามีอะไรที่พวกเราอยากจะอาศัยพึ่งพา ขอความร่วมมือ หรืออะไรก็แล้วแต่ ผมก็ยินดี แล้วพร้อมที่จะร่วมมือ ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนก็ตาม ขอบคุณครับ�
คงไม่ต้องสรุป เพราะในคำพูดทุกคำพูดของท่านกงสุลใหญ่ในวันนี้ เป็นคำพูดที่ได้รับการกลั่นกรองออกมาจากหัวใจของสุภาพบุรุษ ลูกผู้ชาย คนที่ชื่อ อิสินธร สอนไว กันแล้ว.


Page 1 of 1

Send this article to a friend

-->